>Natsu no Kaze..11
สวัสดีค่ะ หลังจากห่างหายกันไปนานถึง 5 เดือนเต็ม
วันนี่สิ่งที่ทุกคนรอคอยเป็นจริงแล้วค่ะ 5555
จริงๆแล้วเราแต่งเสร็จตั้งแต่5เดือนก่อนแล้ว แต่ว่ามันมีบางอย่างมาแซก
นั่นก้คือเรื่อง มายซาตานนั่นเอง อีกทั้งยังไม่มั่นใจในตอนนี้เท่าไหร่
ก็เลยไม่ได้ลง...อิอิ
วันนี้มาลงแล้ว พี่ๆ น้องๆ อ่านแล้วก็อย่าลืมคอมเม้นกันนะค่ะ
เรามาลงตามสัญญาแล้วค่ะ...
ขอบคุณที่ยังไม่ทิ้งกัน และขอบคุณทุกๆ คนที่ตามฟิคเราด้วยนะค่ะ
ถ้าได้เจอเปนคนๆ คงจะหอมแก้มให้คนละที อิอิ
^_____________^
ไปละค้าบบบ อ่านฟิคเถอะๆๆๆ....
*---------------------------------------*
......* Natsu no Kaze* ......{Ch.11}
ACT. Akanishi Jin x Kamenashi Kazuya
Story Fiction By :: [[-kaMekaNe-]]
หลายวันมาแล้วที่จินกับยูอิจิยังไม่พูดกัน ต่างคนต่างทำตัวห่างเหินไม่พูดไม่คุย ไม่ทักไม่ทายและไม่มีคำพูดใดๆ ถ้าไม่ใช่เรื่องงาน โคคิเองรู้ว่าจินเป็นคนเช่นไร หมอนี่ถ้าไม่ผิด ไม่มีทางเอ่ยคำว่าโทษใครง่ายๆ แน่นอน ยากที่จะให้จินเป็นฝ่ายคุยก่อน อันนั้นเลิกคิดไปได้เลย...ยูอิจิถึงเจ้านี่จะขี้บ่นดูเป็นคนขี้เล่น แต่ถ้าทำให้โกรธ เหตุผลต่างๆ ก็คงไม่มีความหมาย อย่าหวังเลยว่าจะดีด้วยง่ายๆ ถ้าอีกฝ่ายไม่ขอโทษก่อน....คนกลางเช่นโคคินี่แหละกลุ้มที่สุด เพราะต้องทำงานกับเจ้าเพื่อนรักสองคนตลอดเวลา ส่วนยามะพีน่ะเหรอก็คงพอเป็นกังวลเหมือนกันแต่ไม่มากเท่าเขาหรอก
พรุ่งนี้มีถ่ายแบบแต่เช้า กรุณาอย่ามาสายด้วยชั้นไม่อยากโดนเบื้องบนว่าอีก! ผู้จัดการหนุ่มเอ่ยกระแทกเสียงใส่เบาๆ...นักร้องหนุ่มรับคำด้วยการเชิดหน้าหนีก่อนลงรถไป โคคิลอบมองเพื่อนทั้งสองก่อนเกาหัวยิก
เฮ้ย...นี่ 3 วันแล้วนะโว้ยพวกมึงสองคนไม่คิดจะคุยกันหน่อยเหรอ!
ไม่!! กูไม่อยากคุยกับคนที่เห็นคนอื่นดีกว่าเพื่อนร่วมเป็นร่วมตายกันมานาน! ยูอิจิสวนขึ้นทันควัน โคคิถอนหายใจ
ไม่คิดเหรอว่าเรื่องที่จินพูด.....มันอาจเป็นเรื่องจริงก็ได้ โคคิเองไม่รู้หรอกว่าแท้จริงแล้วเป็นเช่นไร ที่พูดไปเพราะอย่างน้อยยูอิจิอาจฉุกคิดก็ได้
...................... ยูอิจิเลือกไม่ตอบ ผู้จัดการหนุ่มเบือนหน้าหนีออกไปนอกกระจก โคคิเห็นอีกคนเงียบดังนั้นจึงไม่ถามอะไรต่อ เขาเลือกที่จะเหยียบคันเร่งนำพาตัวเองและยูอิจิกลับบ้าน เพราะเหนื่อยเต็มทน
~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::
กลับมาแล้ว! เสียงทุ้มดังขึ้น คนตัวเล็กที่นั่งระบายสีรอการกลับมาของจินอยู่ รีบวิ่งมาละทิ้งทุกอย่างทันที
เหนื่อยไหม? เสียงหวานเอ่ยถาม พร้อมยิ้มตาหยีให้ จินเห็นใบหน้าของคนรักดูสดใสยิ้มแย้ม ก็พาลเอาเขายิ้มออกมา
ก็เหนื่อยนิดหน่อย จินตอบได้แค่นั้น เด็กหนุ่มก็ลากร่างหนา ผลักให้นั่งลงโซฟาทันที
ข้านวดให้เผื่อมันจะช่วยคลายเหนื่อยได้บ้าง คาเมะยิ้มรับ นั่งลงตาม มือเล็กๆ กดนวดตามท่อนแขนของคนรักเบาๆ ด้วยความชำนาญที่เคยทำให้ท่านพ่อ กับท่านแม่เช่นกัน
หิวหรือยัง? ชั้นพาไปกินสเต็กกับพาสต้าอีกมั้ย? คำถามของจินเล่นเอาคาเมะส่ายหน้ารัว สีหน้าเหรอหราประมาณว่าชาตินี้ให้ตายยังไงก็ไม่มีทางกินอีกแน่นอน!
ไม่เอานะ...ข้ากลัว...อาหารอะไรก็ไม่รู้เลี่ยนจะตายชัก
ข้ามิเห็นว่ามันจะรสชาติดีตรงไหนเลย? คนตัวเล็กทำหน้างอ นึกถึงวันนั้นก็ยังเข็ดหลาบจำจนถึงวันนี้ จินอมยิ้มบางๆ
งั้นจะกินอะไรดีล่ะ? ชาบูชาบูมั้ย? จินเอ่ยถามอีก คาเมะขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจอีกแล้ว
ก็อย่างเช่นไอ้ที่เค้าเอาพวกเนื้อมาจุ่มๆ ลวกในน้ำร้อนแล้วก็กินไง จินเองไม่รู้จะอธิบายยังไง ไม่รู้อีกคนจะเข้าใจที่เขาพูดหรือเปล่า
ไม่เอาๆๆ..ข้ากลัวอาหารพวกนี้....ประเดี๋ยวมันจะเหมือนพาสต้าอะไรของท่านอีก ข้ามิอยากอ้วก คาเมะพองลมปากน้อยๆ ให้รู้ว่าตัวเองไม่ชอบอาหารแปลกๆ ของคนสมัยนี้จริงๆ
ข้าอยากกินไข่หวาน กับ ซุปสาหร่ายของท่านมากกว่า....อร่อยกว่าอาหารเหล่านั้นเสียอีก! นี่คือคำชมจากใจจริงคาเมะ จินเองอดดีใจไม่ได้ เขารู้ว่าฝีมือในการทำอาหารค่อนข้างที่จะไม่ได้เรื่อง แต่ไม่ถึงกับกินไม่ได้...แต่คาเมะก็ยังบอกว่าอร่อยอยู่ทุกครั้งที่ได้กินมันอีก มันทำให้เขาอดดีใจไม่ได้เลยจริงๆ
อยากทำอาหารเป็นมั้ย? จินนึกอะไรแปลกๆ ขึ้นได้ เขาอยากจะสอนให้คาเมะทำอาหารบ้าง อีกอย่างเขาเองก็อยากทานอาหารฝีมือคนรักเหมือนกัน แต่คำตอบของคาเมะทำเอาจินผิดหวังน้อยๆ
ไม่เอาๆ....ข้าไม่อยากทำให้บ้านท่านไหม้เป็นเตาตะโก ดวงหน้าสวยส่ายรัว ปากเจื้อยแจ้วบ่นไปตามประสา มือเล็กกดนวดคลึงท่อนแขนช้าๆ จนจินไม่รู้สึกว่าตัวเองเหนื่อยกับการทำงานอีกแล้ว
~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::
พี่ยูอาหารเย็นเสร็จแล้วฮะ! เสียงหวานตะโกนดังจากจากหัวบันไดชั้นล่าง ร้องเรียกพี่ชายที่ขลุกตัวอยู่แต่ในห้องนอนตั้งแต่กลับมาจากทำงาน
พี่ไม่หิว ยูอิจิตะโกนตอบกลับ ฮิโรกิถึงกับคิ้วขมวดกับท่าทีแปลกๆ ของยูอิจิ
พี่ฮิโระ พี่ยูเป็นอะไรไปอ่ะ ยูยะเอ่ยถามพลางวางถ้วยข้าวลงบนโต๊ะ ฮิโรกิส่ายหน้าไปมา
ไม่รู้สิ...น่าแปลกพี่ยูไม่กินข้าวเย็น ฮิโรกิทำหน้าสงสัย ยูยะพยักหน้าตามหงึกๆ
แต่เอาเถอะพี่เค้าคงเหนื่อยมั้ง? ฮิโรกิว่าไปตามความคิด ก่อนพากันลงมือทานอาหารเย็น....โดยหารู้ไม้ว่าพี่ชายที่กำลังเป็นห่วงกำลังใช้สมองคิดหนักกับเรื่องบางเรื่อง...
ภายในห้องสี่เหลี่ยมขนาดกลาง หนังสือประวัติศาสตร์ต่างๆ มากมายนับสิบเล่มถูกขนลงวางบนโต๊ะ ยูอิจิใช้ความคิดหนักในการสืบสาวหาความจริง...ตอนแรกเขาก็ไม่เชื่อเรื่องนี้เด็ดขาด แต่ฉุกคิดได้อีกทีก็เมื่อตอนอารมณ์เย็นลง พลางนึกขึ้นได้ว่า ขนาดคนหัวแข็งเช่นจินยังจมปลักเชื่อเรื่องแบบนี้ มันก็อาจเป็นไปได้ที่เด็กคนนั้นพูดคือเรื่องจริง....แต่ในโลกนี้จะมีเรื่องเหลือเชื่อแบบนั้นหรือ?...หากยูอิจิจะลองเชื่อก็คงไม่เสียหายอะไรกระมัง?....แล้วหนังสือประวัติศาสตร์เล่มหนาถูกเปิดค้างไว้คั่นหน้าหลายเล่ม ยูอิจิใช้ความสามารถที่เคยเรียนมาค้นหาข้อมูลอย่างเต็มที่...
เฮ้ยยู.....โทคุงาว่า อิเอยาสุ นี่ใครวะ..ใช่อดีตนายกรัฐมนตรีคนเก่าป่าว?
เสียงจินที่เคยเอ่ยถามเขาไว้ครั้นเมื่อไปเมืองเกียวโตดังขึ้นในในโสตประสาท พลางให้เขาลยว่าทำไมวันนั้น จู่ๆ จินก็ถามเรื่องประวัติศาสตร์กับเขา ทั้งที่จินเองก็ไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้เลยแม้แต่น้อย...และน่าแปลกที่ตอนไปเกียวโตคราวนั้น จินมีอาการผิดแปลกไป จนเขารู้สึกได้...
.......เกียวโต..
.....โทคุงาว่า อิเอยาสุ.
........สมัยเอโดะ......
มันจะเป็นไปได้ยังไงวะ! ยูอิจิบ่นพึมพำ พลางรื้อค้นหนังสือในกองหนา...แล้วก็ต้องยิ้มกว้างออกมา
นี่แหละ....หนังสือรวบรวมประวัติศาสตร์สมัยเอโดะอย่างละเอียด
ดวงตากลมอ่านตัวหนังสือบนกระดาษในหน้าหนังสือผ่านเลนส์ใสสี่ขาที่ช่วยถนอมสายตา แต่ละหน้ายูอิจิพลิกอ่านด้วยความใจเย็นและระเอียดที่สุด พลางเหลือบมองตราประจำตระกูลที่คนตัวเล็กบอกว่าเป็นของตระกูลคาเมะนาชิ....การที่มีตราประทับประจำตระกูลได้ก็ต้องถือว่าตระกูลค่อนข้างมีชื่อเสียงไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง หรือไม่อาจจะมียศถาบรรดาศักดิ์ไม่คนใดก็คนหนึ่งที่คอยรับใช้ราชการสมัยยุคเอโดะช่วงนั้น...ถ้าทุกอย่างเป็นตามไปที่เขาคิดล่ะก็....ตระกูลคาเมะต้องถูกบันทึกอยู่ในหนังสือเล่มนี้ ไม่ช่วงยุคใดก็ยุคหนึ่ง!
~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::
ดึกมากแล้วไฟทุกดวงภายในห้องนอนดับลงเพราะฝีมือคนร่างหนา ชายหนุ่มขยับตัวเล็กน้อยให้เข้าที่เข้าทาง ก่อนหันหน้าเข้าหาคนรักพร้อมสวมกอดร่างๆ ขี้หนาวไว้ดั่งเช่นทุกคืน..และทุกครั้งร่างเล็กๆ นั้นก็มักโอบกอดตอบกลับ...ซุกหน้าเข้าอกแกร่งเหมือนลูกแมวน้อยออดอ้อนเจ้าของ
นี่คาเมะ ช่วยเล่าอะไรเกี่ยวกับตัวนายให้ฟังหน่อยได้มั้ย? จินเอ่ยขอ เพราะเขายังไม่รู้สึกง่วงเลย...คาเมะพยักหน้าน้อยๆ
ข้าเกิดเมื่อวันที่ 23 เดือนสอง ปี1591...นอกจากข้าแล้ว ยังมีน้องชายอีกหนึ่งคนชื่อฮิโรโนริ
สมัยเด็กท่านพ่อปรารถนาให้ข้าเติบโตมาเป็นซามูไร รับใช้ราชการในวัง เลยอมรมสั่งสอนข้าอย่างเข้มงวด แต่ข้ามิอยากเป็นซามูไร...
ข้าก็เลยให้ท่านริเอโกะ แอบสอนศิลปะต่างๆ ให้แทน....
พอท่านพ่อจับได้....ข้าโดนโบยหนักเลยล่ะ คนตัวเล็กพูดไป อมยิ้มไป กับวีรกรรมของตนเอง
ข้าน่ะ ถึงจะเป็นคนโง่ดั่งที่ท่านว่า แต่ข้าเล่นโกโตะได้ รำพัดก็เก่ง ชงชาก็เป็น แถมยังวาดภาพได้อีกด้วยนะ เสียงใสเอ่ยดังขึ้นแทรกความมืดภายในห้อง จินขำเบาๆ คาเมะขมวดคิ้ว
เป็นซามูไรดีๆ ไม่เอา..อยากจะไปเป็นเกอิชาเนี่ยนะ? จินนึกขำ แต่คาเมะพ่นลมใส่
ก็ข้ามิได้อยากเป็นเกอิชา เพียงแต่ข้ามิชอบดาบ....เป็นซามูไรมันก็ดี แต่ข้ามิชอบสู้รบปรบมือกับผู้ใด คนตัวเล็กเอ่ยต่อ
ถึงว่าตัวนายถึงได้เล็กแค่นี้...ชั้นกอดไม่เต็มมือซักที จินแกล้งกอดรัดคนตัวเล็กแน่นๆ จนคาเมะร้องอู้อี้
อ๊ะ! ข้าอึดอัดน้า!! มือเล็กทุบอกแกร่งเบาๆ ท่อนแขนแกร่งคลายกำลังลงคาเมะเงยหน้าสบตาอีกคน ทำหน้าบึ้งใส่
หากกระดูกหักขึ้นมาผู้ใดจะรับผิดชอบ! เสียงเล็กๆ ต่อว่า
ก็ชั้นอยากกอดนายแน่นๆ นี่นา....ทีหลังก็กินข้าวเยอะๆ เวลาชั้นกอดจะได้ไม่ต้องบ่น จินจูบหน้าผากเนียนเบาๆ ตระกรองกอดไว้ด้วยความหวงแหน
ท่านจิน! เสียงเล็กๆ ร้องขึ้น ทำเอาจินตกอกตกใจ
วันนี้ข้าเห็นท่านในกล่องสี่เหลี่ยมนั้นด้วยล่ะ! เสียงใสบอก จินพยักหน้าเข้าใจว่ากล่องสี่เหลี่ยมที่คาเมะว่าคือ ทีวีนั่นเอง
เป็นยังไงบ้าง? ชั้นหล่อมั้ย? จินช่างกล้าถาม คาเมะก็ช่างกล้าพยักหน้า เพราะมันคือความจริง
ท่านหล่อมาก! หล่อจนข้าเอาแต่นั่งยิ้มราวกับคนบ้า...ข้าชอบดวงตาสีม่วงของท่านจัง คำชมของคาเมะทำเอาจินยิ้มไม่หุบ
อีกอย่างข้ายังแอบตกใจไม่หาย...จู่ๆ ท่านก็ไปโผล่ในนั้น ข้าเรียกเท่าไหร่ท่านก็มิได้ยิน คำพูดของคาเมะ ทำเอาจินหัวเราะออกมา
ทีหลังก็ไม่ต้องเรียกล่ะ เพราะเรียกให้ตายชั้นก็ไม่ได้ยินนายหรอก จินพูดไปขำไป คาเมะก็ยังไม่เข้าใจความหมาย
ทำไมโลกของท่านถึงมีแต่สิ่งที่ข้าเข้าใจยากนักนะ คาเมะพ่นลมเบาๆ
ไม่ต้องเข้าใจล่ะดีแล้ว โลกในตอนนี้มันไม่ได้สวยงามเหมือนที่นายคิดหรอก คนร่างหนาเอ่ยทิ้งท้ายไว้แค่นั้น...แต่ไม่ว่าจินจะพูดอะไร คาเมะก็ไม่เข้าใจอยู่ดี
::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::
เข็มนาฬิกาเดินหน้าไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นว่าอีกไม่ถึง 10นาที ก็จะตี2แล้ว...แต่ยูอิจิก็ยังไม่ลดละจมปลักอยู่กับหนังสือเล่มหนาที่อ่านมาแล้วหลายร้อยหน้า และอ่านอย่างละเอียด...หลายครั้งที่แอบหาวเพราะความด้วย แต่ต้องข่มตัวเองไว้ด้วยกาแฟหลายแก้ว...ยูอิจิไม่ยอมให้เรื่องราวไร้สาระเช่นนี้มาทำให้เขากับจินตัดรอนความเป็นเพื่อนกันได้ เขาจึงต้องตั้งหน้าตั้งตาพิสูทธิความจริงต่อไป ถึงแม้จะเริมท้อบ้างแล้วก็ตาม
พรึ่บ หน้าหนังสือเปิดผ่านไปอีกหน้า แต่ยูอิจิต้องข่มตัวเองให้ทนต่อไป...ทว่าชายหนุ่มกลับขมวดคิ้ว วางถ้วยกาแฟลงเมื่อข้อความเห็นข้อความและรูปบางอย่างในหน้าหนังสือแผ่นนี้...
ภาพสเกตตราแผ่นป้ายประจำตระกูลคาเมะนาชิ ที่สูญหายไปเมื่อปีคศ.1608 ภาพและข้อความตรงหน้าทำเอายูอิจิถึงกับผงะอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อได้สติเขารีบหยิบแผ่นป้ายอันนั้นขึ้นมาเทียบกับในรูป พลางกลืนน้ำลายลงคอดังเอื้อก ก่อนอ่านประวัติเกี่ยวกับตระกูลหนึ่งที่มีความสำคัญในยุคสมัยนั้น
ไม่น่าแปลกที่ตระกูลคาเมะนาชิจะมีแผ่นป้ายตราประทับลายหงส์คู่เป็นสัญลักษณ์ประจำตระกูล...เมื่อยุคสมัยของโทคุงาว่า อิเอยาสุเป็นโชกุนผู้ปกครองญี่ปุ่นและเป็นตระกูลที่มีอำนาจสูงสุด...และตระกูลคาเมะนาชิเรื่องลือมีชื่อในการค้ามากที่สุดในสมัยนั้นเลยก็ว่าได้....ซึ่งมีเพียงแค่ตระกูลเท่านั้น ที่ส่งเสบียง และเครื่องใข้ต่างๆ นานาถวายเข้าวัง นั่นก็คือตระกูลคาเมะนาชิ และตระกูลชิโนฮาร่า...และการค้าเจริญรุ่งเรืองมากจนกระทั่งปี 1608 มีการบันทึกไว้ว่า...คาเมะนาชิ คาซึยะ บุตรชายคนโตล้มป่วยลงกะทันหันโดยไม่มีสาเหตุ จนกลายเป็นเจ้าชายนิทรา เป็นเหตุให้การค้าหยุดชะงักไปร่วมเกือบปีเพราะความเศร้าโศกของคนในครอบครัว และสิ่งที่น่าแปลกก็คือตราประทับที่มอบให้บุตรชายคนโต หายสาบสูญไปเมื่อปีนั้นด้วยเช่นกัน เป็นที่น่าพิศวง และไม่มีใครรู้ได้ว่าตราประทับอีกอันหายสาบสูญไปได้เช่นไรจนถึงทุกวันังคงหลงเหลืออยู่ ได้ถูกเก็บไว้ในพิพิธพันธ์ประวัติศาสตร์ไว้เรียบร้อยแล้ว ยูอิจิอ่านจบประโยค เขาถึงกับผละมือออกมา ทิ้งแผ่นป้ายที่ถืออยู่นั้นด้วยความตกใจ
มันจะเป็นไปได้ยังไงวะ! ยูอิจิตั้งสติ หยิบมันขึ้นมามองแผ่นป้ายเงินแท้ที่อยู่ในมือที สลับกับภาพสเกตเหมือนจริงที...ทุกสิ่งทุกอย่างในภาพนั้น รายละเอียดบนแผ่นสลักเหมือนกันกับแผ่นป้ายที่อยู่ในมือเขาไม่มีผิดเพี้ยน! ความจริงตรงหน้าแทบทำเอายูอิจิจับลมเป็นไข้ให้ได้ และยิ่งไปกว่านั้น....
บนหน้าหนังสือเล่มหนายังมีภาพสเกตของคุณชายคาเมะนาชิ คาซึยะ
วาดโดยจิตรกรฝีมือดีในสมัยก่อนนั้นหน้าตาถอดแบบเหมือนกับเด็กหนุ่มที่เขาเจอไม่มีผิด!
แถมชื่อนามสกุล หน้าตายังตรงกันอีกด้วย
คราวนี้ยูอิจิเชื่อแล้วว่าจินไม่ได้พูดโกหกจริงๆ
แต่ก่อนไปเคลียร์กับจิน ยูอิจิขอเป็นลมสักรอบเถอะ ไม่ไหวแล้ว!
::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::
อะคานิชิคุง เอียงซ้ายหน่อยครับ ช่างกล้องมืออาชีพตะโกนบอก นักร้องหนุ่มมืออาชีพเอียงซ้ายน้อยๆ ให้ได้มุมทำหน้าที่ตัวเองต่อไป ยูอิจิยืนลอบมองนักร้องหนุ่มอยู่ไม่ไกลพลางถอนหายใจออกมาหลายรอบด้วยความหนักใจ เพราะว่าไม่รู้จะเริ่มต้นคุยกับจินยังไงก่อนเกี่ยวกับเรื่องนั้น พอนึกถึงเรื่องนี้ทีไร ขนแขนเขามันจะตั้งขึ้นให้ได้ เกิดมายูอิจิยังไม่เคยเจอเรื่องน่าขนลุกขนาดนี้มาก่อน...ชายหนุ่มห่อไหล่อีกเมื่อนึกถึงมัน
ว่ายังไงผู้จัดการหน้าอ่อน เสียงจากด้านหลังเอ่ยทักขึ้น ยูอิจิขมวดคิ้วทำตัวเป็นปกติดังเดิมก่อนหันไปตามต้นเสียง แว๊บแรกที่เห็นหน้ายูอิจิถึงกับเซ็งในใจ
สวัสดีครับซากุราอิซัง ด้วยความที่อายุน้อยกว่า ยูอิจิต้องทักทายตามมารยาท ทั้งที่ใจจริงก็อยากจะตอกหน้ากลับไปเหลือเกินว่า สวัสดีไอ้ผู้จัดการหน้าแก่!- ด้วยซ้ำ!
รู้สึกว่านักร้องคนดังของนาย พักนี้ได้ขึ้นหน้าหนึ่งบ่อยจังนะ...แต่ละก็อย่างก็นะแย่ๆ ทั้งนั้น โชยิ้มมุมปาก ยูอิจิยิ้มอ่อนๆ แสร้งทำหน้าเรียบ ท่าทางเฉยชาราวกับไม่สะทกสะท้านใดๆ
แต่มันดีไม่ใช่ครับ ถึงจะเป็นข่าวแย่ๆ แต่ขึ้นหน้าหนึ่งทีไร กระแสตอบรับก็ดีเกินคาดทุกครั้ง ยูอิจิใช้วิธียั่วอารมณ์โมโหให้อีกฝ่ายมากขึ้นไปอีก โดยการยิ้มอ่อนๆให้....โชกำหมัดแน่น แต่ต้องเก็บอาการไว้ สบตาเด็กหน้าอ่อนตรงหน้าก่อนเดินออกไป...ยูอิจิจึงหัวเราะเยาะเย้ยออกมา
หึหึ....นึกว่าจะแน่ ถึงอายุมากกว่าชั้นก็ไม่กลัวหรอกโว้ย! ยูอิจิเปรยเบาๆ ให้คนที่เดินหนีไป ก่อนหันหน้ากลับมาดูการทำงานของจินต่อ...นักร้องหนุ่มเห็นเหตุการณ์เมื่อครู่แล้วก็อดเป็นห่วงยูอิจิไม่ได้ เพราะรู้ว่าฝ่ายนั้นเข้าหาทีไร ก็ไม่เคยมาดีสักครั้ง แต่ดูเหมือนจินจะสะใจน้อยๆ ที่เห็นผู้จัดการประจำตัวของทักกี้เป็นฝ่ายเดินหนีออกไปด้วยท่าทางหงุดหงิด...สร้างความสะใจทั้งผู้จัดการหนุ่มและนักร้องคนดังไม่น้อย
โอเคครับอะคานิชิคุง วันนี้ทำได้ดีมากเลยครับ ช่างภาพตะโกนเสียงใส จินยิ้มตอบกลับ ก้มหัวให้สต้าฟในสตูดิโอตามมารยาท ยิ่งเป็นปลื้มกับคนรอบด้าน
อะคานิชิคุงนี่น่ารักเน๊อะ ไม่หยิ่งเหมือนดาราคนอื่น แถมยังมีมารยาทอีกด้วย สต้าฟผู้หญิงที่ทำงานในสตูดิโอนี่มานาน จับกลุ่มคุยกันด้วยความปลาบปลื้ม
นั่นสิ! ชั้นไม่สงสัยเลยว่าทำไมแฟนเพลงจินคุงถึงได้เยอะมากขนาดนี้...ก็เพราะน่ารักนี่แหละมั้ง? ขนาดชั้นเจอเค้าบ่อยๆ ยังอดใจเต้นไม่ได้เลย ว่าแล้วเสียงกรี๊ดกร๊าดของแม่สต้าฟบ้าดาราทั้งหลายก็ดังขึ้นต่อไปเรื่อย ไม่มีท่าทีว่าจะหยุดเม้าส์กันเสียง่ายๆ ด้วย
::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::
นี่โคคิ...จินกับยูอิจิยังไม่คุยกันอีกเหรอเนี่ย? ชายหนุ่มผมดำร่างหนาเอ่ยถามผ่านปลายสาย พลางเซ็นเอกสารบนโต๊ะท่านประธานไปด้วย
บอกไอ้ยูด้วยนะอย่าไปงอนจินมันนัก...มันไม่ใช่นางเอกอวบอึ๋มจินมันไม่ง้อหรอก! แม้แต่ยามะพีเองก็ยังรู้นิสัยของจินดี ปลายสายเองก็ทำเสียงหน่ายๆ กับเพื่อน2คนนี้เต็มทน
// ก็บอกไปแล้วมันก็ยังเป็นแบบนี้ชั้นล่ะกลุ้ม //
// เออ ยามะพีแค่นี้ก่อนนะ...ยูอิจิกับจินลงมากันแล้วชั้นไปทำงานก่อนล่ะ // แค่นั้นโคคิก็วางสายไป ยามะพีพับโทรศัพท์มือถือลง ก่อนหันมาสนใจเอกสารบนโต๊ะต่อ แต่ทว่าใบหน้าสวยของใครคนหนึ่งกลับลอยเข้ามาในความคิด ทำเอายามะพีหยุดชะงัก อมยิ้มบางๆ ให้กับตัวเอง
คาซึยะเหรอ?....น่ารักดีแฮะ ^___^
To Be Continue______________>
วันนี่สิ่งที่ทุกคนรอคอยเป็นจริงแล้วค่ะ 5555
จริงๆแล้วเราแต่งเสร็จตั้งแต่5เดือนก่อนแล้ว แต่ว่ามันมีบางอย่างมาแซก
นั่นก้คือเรื่อง มายซาตานนั่นเอง อีกทั้งยังไม่มั่นใจในตอนนี้เท่าไหร่
ก็เลยไม่ได้ลง...อิอิ
วันนี้มาลงแล้ว พี่ๆ น้องๆ อ่านแล้วก็อย่าลืมคอมเม้นกันนะค่ะ
เรามาลงตามสัญญาแล้วค่ะ...
ขอบคุณที่ยังไม่ทิ้งกัน และขอบคุณทุกๆ คนที่ตามฟิคเราด้วยนะค่ะ
ถ้าได้เจอเปนคนๆ คงจะหอมแก้มให้คนละที อิอิ
^_____________^
ไปละค้าบบบ อ่านฟิคเถอะๆๆๆ....
*---------------------------------------*
......* Natsu no Kaze* ......{Ch.11}
ACT. Akanishi Jin x Kamenashi Kazuya
Story Fiction By :: [[-kaMekaNe-]]
หลายวันมาแล้วที่จินกับยูอิจิยังไม่พูดกัน ต่างคนต่างทำตัวห่างเหินไม่พูดไม่คุย ไม่ทักไม่ทายและไม่มีคำพูดใดๆ ถ้าไม่ใช่เรื่องงาน โคคิเองรู้ว่าจินเป็นคนเช่นไร หมอนี่ถ้าไม่ผิด ไม่มีทางเอ่ยคำว่าโทษใครง่ายๆ แน่นอน ยากที่จะให้จินเป็นฝ่ายคุยก่อน อันนั้นเลิกคิดไปได้เลย...ยูอิจิถึงเจ้านี่จะขี้บ่นดูเป็นคนขี้เล่น แต่ถ้าทำให้โกรธ เหตุผลต่างๆ ก็คงไม่มีความหมาย อย่าหวังเลยว่าจะดีด้วยง่ายๆ ถ้าอีกฝ่ายไม่ขอโทษก่อน....คนกลางเช่นโคคินี่แหละกลุ้มที่สุด เพราะต้องทำงานกับเจ้าเพื่อนรักสองคนตลอดเวลา ส่วนยามะพีน่ะเหรอก็คงพอเป็นกังวลเหมือนกันแต่ไม่มากเท่าเขาหรอก
พรุ่งนี้มีถ่ายแบบแต่เช้า กรุณาอย่ามาสายด้วยชั้นไม่อยากโดนเบื้องบนว่าอีก! ผู้จัดการหนุ่มเอ่ยกระแทกเสียงใส่เบาๆ...นักร้องหนุ่มรับคำด้วยการเชิดหน้าหนีก่อนลงรถไป โคคิลอบมองเพื่อนทั้งสองก่อนเกาหัวยิก
เฮ้ย...นี่ 3 วันแล้วนะโว้ยพวกมึงสองคนไม่คิดจะคุยกันหน่อยเหรอ!
ไม่!! กูไม่อยากคุยกับคนที่เห็นคนอื่นดีกว่าเพื่อนร่วมเป็นร่วมตายกันมานาน! ยูอิจิสวนขึ้นทันควัน โคคิถอนหายใจ
ไม่คิดเหรอว่าเรื่องที่จินพูด.....มันอาจเป็นเรื่องจริงก็ได้ โคคิเองไม่รู้หรอกว่าแท้จริงแล้วเป็นเช่นไร ที่พูดไปเพราะอย่างน้อยยูอิจิอาจฉุกคิดก็ได้
...................... ยูอิจิเลือกไม่ตอบ ผู้จัดการหนุ่มเบือนหน้าหนีออกไปนอกกระจก โคคิเห็นอีกคนเงียบดังนั้นจึงไม่ถามอะไรต่อ เขาเลือกที่จะเหยียบคันเร่งนำพาตัวเองและยูอิจิกลับบ้าน เพราะเหนื่อยเต็มทน
~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::
กลับมาแล้ว! เสียงทุ้มดังขึ้น คนตัวเล็กที่นั่งระบายสีรอการกลับมาของจินอยู่ รีบวิ่งมาละทิ้งทุกอย่างทันที
เหนื่อยไหม? เสียงหวานเอ่ยถาม พร้อมยิ้มตาหยีให้ จินเห็นใบหน้าของคนรักดูสดใสยิ้มแย้ม ก็พาลเอาเขายิ้มออกมา
ก็เหนื่อยนิดหน่อย จินตอบได้แค่นั้น เด็กหนุ่มก็ลากร่างหนา ผลักให้นั่งลงโซฟาทันที
ข้านวดให้เผื่อมันจะช่วยคลายเหนื่อยได้บ้าง คาเมะยิ้มรับ นั่งลงตาม มือเล็กๆ กดนวดตามท่อนแขนของคนรักเบาๆ ด้วยความชำนาญที่เคยทำให้ท่านพ่อ กับท่านแม่เช่นกัน
หิวหรือยัง? ชั้นพาไปกินสเต็กกับพาสต้าอีกมั้ย? คำถามของจินเล่นเอาคาเมะส่ายหน้ารัว สีหน้าเหรอหราประมาณว่าชาตินี้ให้ตายยังไงก็ไม่มีทางกินอีกแน่นอน!
ไม่เอานะ...ข้ากลัว...อาหารอะไรก็ไม่รู้เลี่ยนจะตายชัก
ข้ามิเห็นว่ามันจะรสชาติดีตรงไหนเลย? คนตัวเล็กทำหน้างอ นึกถึงวันนั้นก็ยังเข็ดหลาบจำจนถึงวันนี้ จินอมยิ้มบางๆ
งั้นจะกินอะไรดีล่ะ? ชาบูชาบูมั้ย? จินเอ่ยถามอีก คาเมะขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจอีกแล้ว
ก็อย่างเช่นไอ้ที่เค้าเอาพวกเนื้อมาจุ่มๆ ลวกในน้ำร้อนแล้วก็กินไง จินเองไม่รู้จะอธิบายยังไง ไม่รู้อีกคนจะเข้าใจที่เขาพูดหรือเปล่า
ไม่เอาๆๆ..ข้ากลัวอาหารพวกนี้....ประเดี๋ยวมันจะเหมือนพาสต้าอะไรของท่านอีก ข้ามิอยากอ้วก คาเมะพองลมปากน้อยๆ ให้รู้ว่าตัวเองไม่ชอบอาหารแปลกๆ ของคนสมัยนี้จริงๆ
ข้าอยากกินไข่หวาน กับ ซุปสาหร่ายของท่านมากกว่า....อร่อยกว่าอาหารเหล่านั้นเสียอีก! นี่คือคำชมจากใจจริงคาเมะ จินเองอดดีใจไม่ได้ เขารู้ว่าฝีมือในการทำอาหารค่อนข้างที่จะไม่ได้เรื่อง แต่ไม่ถึงกับกินไม่ได้...แต่คาเมะก็ยังบอกว่าอร่อยอยู่ทุกครั้งที่ได้กินมันอีก มันทำให้เขาอดดีใจไม่ได้เลยจริงๆ
อยากทำอาหารเป็นมั้ย? จินนึกอะไรแปลกๆ ขึ้นได้ เขาอยากจะสอนให้คาเมะทำอาหารบ้าง อีกอย่างเขาเองก็อยากทานอาหารฝีมือคนรักเหมือนกัน แต่คำตอบของคาเมะทำเอาจินผิดหวังน้อยๆ
ไม่เอาๆ....ข้าไม่อยากทำให้บ้านท่านไหม้เป็นเตาตะโก ดวงหน้าสวยส่ายรัว ปากเจื้อยแจ้วบ่นไปตามประสา มือเล็กกดนวดคลึงท่อนแขนช้าๆ จนจินไม่รู้สึกว่าตัวเองเหนื่อยกับการทำงานอีกแล้ว
~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::
พี่ยูอาหารเย็นเสร็จแล้วฮะ! เสียงหวานตะโกนดังจากจากหัวบันไดชั้นล่าง ร้องเรียกพี่ชายที่ขลุกตัวอยู่แต่ในห้องนอนตั้งแต่กลับมาจากทำงาน
พี่ไม่หิว ยูอิจิตะโกนตอบกลับ ฮิโรกิถึงกับคิ้วขมวดกับท่าทีแปลกๆ ของยูอิจิ
พี่ฮิโระ พี่ยูเป็นอะไรไปอ่ะ ยูยะเอ่ยถามพลางวางถ้วยข้าวลงบนโต๊ะ ฮิโรกิส่ายหน้าไปมา
ไม่รู้สิ...น่าแปลกพี่ยูไม่กินข้าวเย็น ฮิโรกิทำหน้าสงสัย ยูยะพยักหน้าตามหงึกๆ
แต่เอาเถอะพี่เค้าคงเหนื่อยมั้ง? ฮิโรกิว่าไปตามความคิด ก่อนพากันลงมือทานอาหารเย็น....โดยหารู้ไม้ว่าพี่ชายที่กำลังเป็นห่วงกำลังใช้สมองคิดหนักกับเรื่องบางเรื่อง...
ภายในห้องสี่เหลี่ยมขนาดกลาง หนังสือประวัติศาสตร์ต่างๆ มากมายนับสิบเล่มถูกขนลงวางบนโต๊ะ ยูอิจิใช้ความคิดหนักในการสืบสาวหาความจริง...ตอนแรกเขาก็ไม่เชื่อเรื่องนี้เด็ดขาด แต่ฉุกคิดได้อีกทีก็เมื่อตอนอารมณ์เย็นลง พลางนึกขึ้นได้ว่า ขนาดคนหัวแข็งเช่นจินยังจมปลักเชื่อเรื่องแบบนี้ มันก็อาจเป็นไปได้ที่เด็กคนนั้นพูดคือเรื่องจริง....แต่ในโลกนี้จะมีเรื่องเหลือเชื่อแบบนั้นหรือ?...หากยูอิจิจะลองเชื่อก็คงไม่เสียหายอะไรกระมัง?....แล้วหนังสือประวัติศาสตร์เล่มหนาถูกเปิดค้างไว้คั่นหน้าหลายเล่ม ยูอิจิใช้ความสามารถที่เคยเรียนมาค้นหาข้อมูลอย่างเต็มที่...
เฮ้ยยู.....โทคุงาว่า อิเอยาสุ นี่ใครวะ..ใช่อดีตนายกรัฐมนตรีคนเก่าป่าว?
เสียงจินที่เคยเอ่ยถามเขาไว้ครั้นเมื่อไปเมืองเกียวโตดังขึ้นในในโสตประสาท พลางให้เขาลยว่าทำไมวันนั้น จู่ๆ จินก็ถามเรื่องประวัติศาสตร์กับเขา ทั้งที่จินเองก็ไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้เลยแม้แต่น้อย...และน่าแปลกที่ตอนไปเกียวโตคราวนั้น จินมีอาการผิดแปลกไป จนเขารู้สึกได้...
.......เกียวโต..
.....โทคุงาว่า อิเอยาสุ.
........สมัยเอโดะ......
มันจะเป็นไปได้ยังไงวะ! ยูอิจิบ่นพึมพำ พลางรื้อค้นหนังสือในกองหนา...แล้วก็ต้องยิ้มกว้างออกมา
นี่แหละ....หนังสือรวบรวมประวัติศาสตร์สมัยเอโดะอย่างละเอียด
ดวงตากลมอ่านตัวหนังสือบนกระดาษในหน้าหนังสือผ่านเลนส์ใสสี่ขาที่ช่วยถนอมสายตา แต่ละหน้ายูอิจิพลิกอ่านด้วยความใจเย็นและระเอียดที่สุด พลางเหลือบมองตราประจำตระกูลที่คนตัวเล็กบอกว่าเป็นของตระกูลคาเมะนาชิ....การที่มีตราประทับประจำตระกูลได้ก็ต้องถือว่าตระกูลค่อนข้างมีชื่อเสียงไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง หรือไม่อาจจะมียศถาบรรดาศักดิ์ไม่คนใดก็คนหนึ่งที่คอยรับใช้ราชการสมัยยุคเอโดะช่วงนั้น...ถ้าทุกอย่างเป็นตามไปที่เขาคิดล่ะก็....ตระกูลคาเมะต้องถูกบันทึกอยู่ในหนังสือเล่มนี้ ไม่ช่วงยุคใดก็ยุคหนึ่ง!
~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::
ดึกมากแล้วไฟทุกดวงภายในห้องนอนดับลงเพราะฝีมือคนร่างหนา ชายหนุ่มขยับตัวเล็กน้อยให้เข้าที่เข้าทาง ก่อนหันหน้าเข้าหาคนรักพร้อมสวมกอดร่างๆ ขี้หนาวไว้ดั่งเช่นทุกคืน..และทุกครั้งร่างเล็กๆ นั้นก็มักโอบกอดตอบกลับ...ซุกหน้าเข้าอกแกร่งเหมือนลูกแมวน้อยออดอ้อนเจ้าของ
นี่คาเมะ ช่วยเล่าอะไรเกี่ยวกับตัวนายให้ฟังหน่อยได้มั้ย? จินเอ่ยขอ เพราะเขายังไม่รู้สึกง่วงเลย...คาเมะพยักหน้าน้อยๆ
ข้าเกิดเมื่อวันที่ 23 เดือนสอง ปี1591...นอกจากข้าแล้ว ยังมีน้องชายอีกหนึ่งคนชื่อฮิโรโนริ
สมัยเด็กท่านพ่อปรารถนาให้ข้าเติบโตมาเป็นซามูไร รับใช้ราชการในวัง เลยอมรมสั่งสอนข้าอย่างเข้มงวด แต่ข้ามิอยากเป็นซามูไร...
ข้าก็เลยให้ท่านริเอโกะ แอบสอนศิลปะต่างๆ ให้แทน....
พอท่านพ่อจับได้....ข้าโดนโบยหนักเลยล่ะ คนตัวเล็กพูดไป อมยิ้มไป กับวีรกรรมของตนเอง
ข้าน่ะ ถึงจะเป็นคนโง่ดั่งที่ท่านว่า แต่ข้าเล่นโกโตะได้ รำพัดก็เก่ง ชงชาก็เป็น แถมยังวาดภาพได้อีกด้วยนะ เสียงใสเอ่ยดังขึ้นแทรกความมืดภายในห้อง จินขำเบาๆ คาเมะขมวดคิ้ว
เป็นซามูไรดีๆ ไม่เอา..อยากจะไปเป็นเกอิชาเนี่ยนะ? จินนึกขำ แต่คาเมะพ่นลมใส่
ก็ข้ามิได้อยากเป็นเกอิชา เพียงแต่ข้ามิชอบดาบ....เป็นซามูไรมันก็ดี แต่ข้ามิชอบสู้รบปรบมือกับผู้ใด คนตัวเล็กเอ่ยต่อ
ถึงว่าตัวนายถึงได้เล็กแค่นี้...ชั้นกอดไม่เต็มมือซักที จินแกล้งกอดรัดคนตัวเล็กแน่นๆ จนคาเมะร้องอู้อี้
อ๊ะ! ข้าอึดอัดน้า!! มือเล็กทุบอกแกร่งเบาๆ ท่อนแขนแกร่งคลายกำลังลงคาเมะเงยหน้าสบตาอีกคน ทำหน้าบึ้งใส่
หากกระดูกหักขึ้นมาผู้ใดจะรับผิดชอบ! เสียงเล็กๆ ต่อว่า
ก็ชั้นอยากกอดนายแน่นๆ นี่นา....ทีหลังก็กินข้าวเยอะๆ เวลาชั้นกอดจะได้ไม่ต้องบ่น จินจูบหน้าผากเนียนเบาๆ ตระกรองกอดไว้ด้วยความหวงแหน
ท่านจิน! เสียงเล็กๆ ร้องขึ้น ทำเอาจินตกอกตกใจ
วันนี้ข้าเห็นท่านในกล่องสี่เหลี่ยมนั้นด้วยล่ะ! เสียงใสบอก จินพยักหน้าเข้าใจว่ากล่องสี่เหลี่ยมที่คาเมะว่าคือ ทีวีนั่นเอง
เป็นยังไงบ้าง? ชั้นหล่อมั้ย? จินช่างกล้าถาม คาเมะก็ช่างกล้าพยักหน้า เพราะมันคือความจริง
ท่านหล่อมาก! หล่อจนข้าเอาแต่นั่งยิ้มราวกับคนบ้า...ข้าชอบดวงตาสีม่วงของท่านจัง คำชมของคาเมะทำเอาจินยิ้มไม่หุบ
อีกอย่างข้ายังแอบตกใจไม่หาย...จู่ๆ ท่านก็ไปโผล่ในนั้น ข้าเรียกเท่าไหร่ท่านก็มิได้ยิน คำพูดของคาเมะ ทำเอาจินหัวเราะออกมา
ทีหลังก็ไม่ต้องเรียกล่ะ เพราะเรียกให้ตายชั้นก็ไม่ได้ยินนายหรอก จินพูดไปขำไป คาเมะก็ยังไม่เข้าใจความหมาย
ทำไมโลกของท่านถึงมีแต่สิ่งที่ข้าเข้าใจยากนักนะ คาเมะพ่นลมเบาๆ
ไม่ต้องเข้าใจล่ะดีแล้ว โลกในตอนนี้มันไม่ได้สวยงามเหมือนที่นายคิดหรอก คนร่างหนาเอ่ยทิ้งท้ายไว้แค่นั้น...แต่ไม่ว่าจินจะพูดอะไร คาเมะก็ไม่เข้าใจอยู่ดี
::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::
เข็มนาฬิกาเดินหน้าไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นว่าอีกไม่ถึง 10นาที ก็จะตี2แล้ว...แต่ยูอิจิก็ยังไม่ลดละจมปลักอยู่กับหนังสือเล่มหนาที่อ่านมาแล้วหลายร้อยหน้า และอ่านอย่างละเอียด...หลายครั้งที่แอบหาวเพราะความด้วย แต่ต้องข่มตัวเองไว้ด้วยกาแฟหลายแก้ว...ยูอิจิไม่ยอมให้เรื่องราวไร้สาระเช่นนี้มาทำให้เขากับจินตัดรอนความเป็นเพื่อนกันได้ เขาจึงต้องตั้งหน้าตั้งตาพิสูทธิความจริงต่อไป ถึงแม้จะเริมท้อบ้างแล้วก็ตาม
พรึ่บ หน้าหนังสือเปิดผ่านไปอีกหน้า แต่ยูอิจิต้องข่มตัวเองให้ทนต่อไป...ทว่าชายหนุ่มกลับขมวดคิ้ว วางถ้วยกาแฟลงเมื่อข้อความเห็นข้อความและรูปบางอย่างในหน้าหนังสือแผ่นนี้...
ภาพสเกตตราแผ่นป้ายประจำตระกูลคาเมะนาชิ ที่สูญหายไปเมื่อปีคศ.1608 ภาพและข้อความตรงหน้าทำเอายูอิจิถึงกับผงะอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อได้สติเขารีบหยิบแผ่นป้ายอันนั้นขึ้นมาเทียบกับในรูป พลางกลืนน้ำลายลงคอดังเอื้อก ก่อนอ่านประวัติเกี่ยวกับตระกูลหนึ่งที่มีความสำคัญในยุคสมัยนั้น
ไม่น่าแปลกที่ตระกูลคาเมะนาชิจะมีแผ่นป้ายตราประทับลายหงส์คู่เป็นสัญลักษณ์ประจำตระกูล...เมื่อยุคสมัยของโทคุงาว่า อิเอยาสุเป็นโชกุนผู้ปกครองญี่ปุ่นและเป็นตระกูลที่มีอำนาจสูงสุด...และตระกูลคาเมะนาชิเรื่องลือมีชื่อในการค้ามากที่สุดในสมัยนั้นเลยก็ว่าได้....ซึ่งมีเพียงแค่ตระกูลเท่านั้น ที่ส่งเสบียง และเครื่องใข้ต่างๆ นานาถวายเข้าวัง นั่นก็คือตระกูลคาเมะนาชิ และตระกูลชิโนฮาร่า...และการค้าเจริญรุ่งเรืองมากจนกระทั่งปี 1608 มีการบันทึกไว้ว่า...คาเมะนาชิ คาซึยะ บุตรชายคนโตล้มป่วยลงกะทันหันโดยไม่มีสาเหตุ จนกลายเป็นเจ้าชายนิทรา เป็นเหตุให้การค้าหยุดชะงักไปร่วมเกือบปีเพราะความเศร้าโศกของคนในครอบครัว และสิ่งที่น่าแปลกก็คือตราประทับที่มอบให้บุตรชายคนโต หายสาบสูญไปเมื่อปีนั้นด้วยเช่นกัน เป็นที่น่าพิศวง และไม่มีใครรู้ได้ว่าตราประทับอีกอันหายสาบสูญไปได้เช่นไรจนถึงทุกวันังคงหลงเหลืออยู่ ได้ถูกเก็บไว้ในพิพิธพันธ์ประวัติศาสตร์ไว้เรียบร้อยแล้ว ยูอิจิอ่านจบประโยค เขาถึงกับผละมือออกมา ทิ้งแผ่นป้ายที่ถืออยู่นั้นด้วยความตกใจ
มันจะเป็นไปได้ยังไงวะ! ยูอิจิตั้งสติ หยิบมันขึ้นมามองแผ่นป้ายเงินแท้ที่อยู่ในมือที สลับกับภาพสเกตเหมือนจริงที...ทุกสิ่งทุกอย่างในภาพนั้น รายละเอียดบนแผ่นสลักเหมือนกันกับแผ่นป้ายที่อยู่ในมือเขาไม่มีผิดเพี้ยน! ความจริงตรงหน้าแทบทำเอายูอิจิจับลมเป็นไข้ให้ได้ และยิ่งไปกว่านั้น....
บนหน้าหนังสือเล่มหนายังมีภาพสเกตของคุณชายคาเมะนาชิ คาซึยะ
วาดโดยจิตรกรฝีมือดีในสมัยก่อนนั้นหน้าตาถอดแบบเหมือนกับเด็กหนุ่มที่เขาเจอไม่มีผิด!
แถมชื่อนามสกุล หน้าตายังตรงกันอีกด้วย
คราวนี้ยูอิจิเชื่อแล้วว่าจินไม่ได้พูดโกหกจริงๆ
แต่ก่อนไปเคลียร์กับจิน ยูอิจิขอเป็นลมสักรอบเถอะ ไม่ไหวแล้ว!
::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::
อะคานิชิคุง เอียงซ้ายหน่อยครับ ช่างกล้องมืออาชีพตะโกนบอก นักร้องหนุ่มมืออาชีพเอียงซ้ายน้อยๆ ให้ได้มุมทำหน้าที่ตัวเองต่อไป ยูอิจิยืนลอบมองนักร้องหนุ่มอยู่ไม่ไกลพลางถอนหายใจออกมาหลายรอบด้วยความหนักใจ เพราะว่าไม่รู้จะเริ่มต้นคุยกับจินยังไงก่อนเกี่ยวกับเรื่องนั้น พอนึกถึงเรื่องนี้ทีไร ขนแขนเขามันจะตั้งขึ้นให้ได้ เกิดมายูอิจิยังไม่เคยเจอเรื่องน่าขนลุกขนาดนี้มาก่อน...ชายหนุ่มห่อไหล่อีกเมื่อนึกถึงมัน
ว่ายังไงผู้จัดการหน้าอ่อน เสียงจากด้านหลังเอ่ยทักขึ้น ยูอิจิขมวดคิ้วทำตัวเป็นปกติดังเดิมก่อนหันไปตามต้นเสียง แว๊บแรกที่เห็นหน้ายูอิจิถึงกับเซ็งในใจ
สวัสดีครับซากุราอิซัง ด้วยความที่อายุน้อยกว่า ยูอิจิต้องทักทายตามมารยาท ทั้งที่ใจจริงก็อยากจะตอกหน้ากลับไปเหลือเกินว่า สวัสดีไอ้ผู้จัดการหน้าแก่!- ด้วยซ้ำ!
รู้สึกว่านักร้องคนดังของนาย พักนี้ได้ขึ้นหน้าหนึ่งบ่อยจังนะ...แต่ละก็อย่างก็นะแย่ๆ ทั้งนั้น โชยิ้มมุมปาก ยูอิจิยิ้มอ่อนๆ แสร้งทำหน้าเรียบ ท่าทางเฉยชาราวกับไม่สะทกสะท้านใดๆ
แต่มันดีไม่ใช่ครับ ถึงจะเป็นข่าวแย่ๆ แต่ขึ้นหน้าหนึ่งทีไร กระแสตอบรับก็ดีเกินคาดทุกครั้ง ยูอิจิใช้วิธียั่วอารมณ์โมโหให้อีกฝ่ายมากขึ้นไปอีก โดยการยิ้มอ่อนๆให้....โชกำหมัดแน่น แต่ต้องเก็บอาการไว้ สบตาเด็กหน้าอ่อนตรงหน้าก่อนเดินออกไป...ยูอิจิจึงหัวเราะเยาะเย้ยออกมา
หึหึ....นึกว่าจะแน่ ถึงอายุมากกว่าชั้นก็ไม่กลัวหรอกโว้ย! ยูอิจิเปรยเบาๆ ให้คนที่เดินหนีไป ก่อนหันหน้ากลับมาดูการทำงานของจินต่อ...นักร้องหนุ่มเห็นเหตุการณ์เมื่อครู่แล้วก็อดเป็นห่วงยูอิจิไม่ได้ เพราะรู้ว่าฝ่ายนั้นเข้าหาทีไร ก็ไม่เคยมาดีสักครั้ง แต่ดูเหมือนจินจะสะใจน้อยๆ ที่เห็นผู้จัดการประจำตัวของทักกี้เป็นฝ่ายเดินหนีออกไปด้วยท่าทางหงุดหงิด...สร้างความสะใจทั้งผู้จัดการหนุ่มและนักร้องคนดังไม่น้อย
โอเคครับอะคานิชิคุง วันนี้ทำได้ดีมากเลยครับ ช่างภาพตะโกนเสียงใส จินยิ้มตอบกลับ ก้มหัวให้สต้าฟในสตูดิโอตามมารยาท ยิ่งเป็นปลื้มกับคนรอบด้าน
อะคานิชิคุงนี่น่ารักเน๊อะ ไม่หยิ่งเหมือนดาราคนอื่น แถมยังมีมารยาทอีกด้วย สต้าฟผู้หญิงที่ทำงานในสตูดิโอนี่มานาน จับกลุ่มคุยกันด้วยความปลาบปลื้ม
นั่นสิ! ชั้นไม่สงสัยเลยว่าทำไมแฟนเพลงจินคุงถึงได้เยอะมากขนาดนี้...ก็เพราะน่ารักนี่แหละมั้ง? ขนาดชั้นเจอเค้าบ่อยๆ ยังอดใจเต้นไม่ได้เลย ว่าแล้วเสียงกรี๊ดกร๊าดของแม่สต้าฟบ้าดาราทั้งหลายก็ดังขึ้นต่อไปเรื่อย ไม่มีท่าทีว่าจะหยุดเม้าส์กันเสียง่ายๆ ด้วย
::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::~::
นี่โคคิ...จินกับยูอิจิยังไม่คุยกันอีกเหรอเนี่ย? ชายหนุ่มผมดำร่างหนาเอ่ยถามผ่านปลายสาย พลางเซ็นเอกสารบนโต๊ะท่านประธานไปด้วย
บอกไอ้ยูด้วยนะอย่าไปงอนจินมันนัก...มันไม่ใช่นางเอกอวบอึ๋มจินมันไม่ง้อหรอก! แม้แต่ยามะพีเองก็ยังรู้นิสัยของจินดี ปลายสายเองก็ทำเสียงหน่ายๆ กับเพื่อน2คนนี้เต็มทน
// ก็บอกไปแล้วมันก็ยังเป็นแบบนี้ชั้นล่ะกลุ้ม //
// เออ ยามะพีแค่นี้ก่อนนะ...ยูอิจิกับจินลงมากันแล้วชั้นไปทำงานก่อนล่ะ // แค่นั้นโคคิก็วางสายไป ยามะพีพับโทรศัพท์มือถือลง ก่อนหันมาสนใจเอกสารบนโต๊ะต่อ แต่ทว่าใบหน้าสวยของใครคนหนึ่งกลับลอยเข้ามาในความคิด ทำเอายามะพีหยุดชะงัก อมยิ้มบางๆ ให้กับตัวเอง
คาซึยะเหรอ?....น่ารักดีแฮะ ^___^
To Be Continue______________>


คุยๆกันซะนะ ห้อยกะอ้วน
เริ่มจำไม่ได้ว่ายามะพีไปรู้จักคาเมะตอนไหนซะแล้ว-*-
รอต่อนะพี่เบล ผู้แสนน่ารัก